▣ ประสิทธิภาพของยาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แพทย์จะปรับขนาดยาให้เหมาะสมทุก 2 สัปดาห์ กรุณามาพบแพทย์อีกครั้งก่อนยาหมดประมาณ 1–2 วัน เพื่อรับยาในรอบถัดไปโดยไม่สะดุด
▣ แม้จะลดน้ำหนักจนถึงเป้าหมายแล้ว ก็ไม่ควรหยุดยาอย่างกะทันหัน เพราะอาจเกิด “โยโย่เอฟเฟกต์” (น้ำหนักกลับขึ้นอย่างรวดเร็ว) ควรลดขนาดยาลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้การดูแลของแพทย์ และต้องรับประทานยาให้ตรงตามเวลาที่กำหนด
▣ หลีกเลี่ยงการรับประทานยาช่วงเย็นใกล้เวลานอน (ภายใน 6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน) เนื่องจากอาจส่งผลรบกวนต่อการนอนหลับ

▣ ควรเว้นระยะห่างระหว่างการทำแต่ละครั้งประมาณ 1–6 เดือน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการรักษาและดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล
▣ ภายใน 2 สัปดาห์หลังทำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้แผ่นแปะบรรเทาปวด (เช่น พลาสเตอร์ร้อน) และยากลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs) รวมถึงไม่ควรรับประทานยาสเตียรอยด์ หรือยาสมุนไพรที่มีส่วนผสมไม่ชัดเจน
▣ อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อย มีไข้ หรือรู้สึกร้อนบริเวณที่ทำ ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาทางธรรมชาติของร่างกายและมักจะหายไปเองภายใน 2–3 สัปดาห์
▣ หากมีอาการปวดหลังทำ สามารถรับประทานยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของพาราเซตามอล (เช่น Tylenol หรือยาชื่อสามัญ Acetaminophen) ห้ามใช้ยาแก้ปวดประเภทอื่นโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

▣ หลังทำ อาจมีรอยแดงหรืออาการบวมเล็กน้อยเป็นเวลา 2–3 วัน ซึ่งเป็นอาการปกติที่สามารถหายได้เอง ไม่ต้องกังวล

▣ กรุณาทาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยฟื้นฟูผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวเร็วและลดโอกาสการระคายเคือง

▣ สามารถล้างหน้าและแต่งหน้าได้หลังทำ แต่อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ร้อนหรือเหงื่อออกมาก เช่น การออกกำลังกายหนัก หรือการเข้าซาวน่า เป็นเวลา 1 สัปดาห์

▣ ประมาณวันที่ 3–4 อาจมีอาการลอกของผิวหรือสิวผดขึ้น ขอแนะนำ ไม่ควรแกะหรือสัมผัส บริเวณดังกล่าว เพื่อป้องกันการอักเสบหรือรอยแผลเป็น

▣ กรุณารับประทานยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อและช่วยให้แผลฟื้นตัวได้ดี

▣ สามารถทำหัตถการฟิลเลอร์บริเวณใบหูได้หลังจากเจาะหูหรือใส่ต่างหูมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

▣ แผ่นเทปกันน้ำที่ติดจากโรงพยาบาลควรปล่อยให้หลุดออกเองตามธรรมชาติ และแนะนำให้สระผมได้ตั้งแต่วันถัดไปหลังทำ

▣ สามารถใส่หูฟังหรืออุปกรณ์อย่าง AirPods ได้ทันที แต่เพื่อคงรูปทรงที่สวยงาม แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้งาน 2–3 วันแรก

▣ การย้อมสีผมสามารถทำได้หลังจากผ่านไป 4–5 วันหลังทำ

▣ หากเคยใช้กระดูกอ่อนบริเวณใบหูไปแล้วจากการผ่าตัดจมูก ควรรออย่างน้อย 3 เดือนก่อนทำหัตถการฟิลเลอร์บริเวณหู

▣ หากมีรอยเจาะเดิมบริเวณหู อาจมีพังผืดหรือเนื้อเยื่อพิเศษที่จำกัดรูปแบบของการฉีดฟิลเลอร์ จึงอาจมีข้อจำกัดในเรื่องรูปร่างที่สามารถปรับแต่งได้

▣ หากมีแผนจะเจาะหูเพิ่มเติมภายหลังการทำฟิลเลอร์ แนะนำให้หลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจทำให้ฟิลเลอร์ไหลหรือเสียรูปได้

▣ โดยทั่วไปสามารถกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันทีหลังทำ แต่อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ออกกำลังกาย หรือเข้าซาวน่าเป็นเวลา 1 สัปดาห์

▣ ขณะนอนหลับ ควรหลีกเลี่ยงการนอนตะแคงเพื่อไม่ให้เกิดแรงกดบริเวณใบหู แนะนำให้นอนหงายเพื่อป้องกันการเสียรูป

▣ ภายใน 1–3 วันแรกหลังทำ อาจมีอาการบวม เจ็บเล็กน้อย หรือรู้สึกร้อนบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการปกติและจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง

▣ หากต้องการปรับแต่งหรือเติมฟิลเลอร์เพิ่มเติม (รีทัช) สามารถทำได้หลังจากผ่านไปอย่างน้อย 1 เดือนหลังจากการทำครั้งแรก


▣ อาจมีอาการแดงหรือรู้สึกร้อนบริเวณใบหน้า ซึ่งเป็นอาการชั่วคราวและจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์
▣ ควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องหลังทำ เพื่อคงอุณหภูมิความร้อนในชั้นผิว ช่วยเสริมประสิทธิภาพของการยกกระชับ
▣ หลีกเลี่ยงการใช้สครับหรือผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวหลังทำ เพื่อลดการระคายเคืองและไม่รบกวนการฟื้นฟูของผิว
▣ ควรทาครีมบำรุงและครีมฟื้นฟูผิวเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูผิว
▣ กรุณาหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
▣ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายร้อนจัด เช่น ออกกำลังกายหนัก เข้าซาวน่า หรืออบไอน้ำ เป็นเวลา 1 สัปดาห์
▣ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แนะนำให้ทำหัตถการนี้ต่อเนื่อง 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างครั้งละ 1 เดือน

▣ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายร้อนจัดหรือมีเหงื่อออกมากเป็นเวลา 3–7 วัน เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก การเข้าซาวน่า อบไอน้ำ อาบน้ำร้อนจัด และการออกกำลังกายอย่างหนัก
▣ สามารถแต่งหน้าได้หลังทำประมาณ 12 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ควรงดใช้สครับหรือผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว (Peeling) เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์
▣ กรุณาทาครีมบำรุงผิวและครีมฟื้นฟูเป็นประจำ และอย่าลืมทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน เพื่อป้องกันการระคายเคืองและช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงขึ้น
▣ ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังทำ เพื่อป้องกันการอักเสบและส่งเสริมการฟื้นฟูของผิว
▣ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีฤทธิ์เข้มข้น เช่น ครีมลดเลือนริ้วรอยหรือครีมไวท์เทนนิ่ง หลังทำ
▣ สามารถล้างหน้าได้หลังทำประมาณ 4 ชั่วโมง โดยควรใช้น้ำสะอาดหรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยนต่อผิว

▣ ภายใน 3 วันแรกหลังทำ แนะนำให้นวดเบา ๆ บริเวณที่ฉีดวันละ 1–2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 5 นาที โดยใช้ปลายนิ้วนวดคลึงเบา ๆ คล้ายการกลิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อผลิตภัณฑ์จับตัวเป็นก้อน
▣ ควรงดกิจกรรมที่กระตุ้นความร้อนหรือเลือดไหลเวียนมากเกินไป เป็นเวลา 3–7 วัน ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก การเข้าซาวน่า อบไอน้ำ อาบน้ำร้อน และออกกำลังกายหนัก
▣ หลีกเลี่ยงการล้างหน้าและแต่งหน้าบริเวณที่ฉีดในวันแรกหลังทำ เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือการติดเชื้อ
▣ ควรทาครีมบำรุงผิวและครีมฟื้นฟูผิวเป็นประจำ และห้ามลืมทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ผิวอาจไวต่อแสงแดดและแห้งง่ายหลังทำ
▣ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงของการอักเสบและช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
▣ อาจเกิดอาการฟกช้ำ บวม หรือเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการปกติและจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

▣ สามารถล้างหน้าและแต่งหน้าได้ตั้งแต่วันถัดไปหลังทำ แนะนำให้เว้นบริเวณที่ติดเทปไว้ และไม่ควรดึงออกเอง ควรปล่อยให้ติดไว้จนกว่าแผลจะสมานดี
▣ ผลลัพธ์ของการยกคิ้วสามารถคงอยู่ได้นาน 6 เดือนถึง 1 ปี หากทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยยืดระยะเวลาการคงผลลัพธ์ให้ยาวนานยิ่งขึ้น
▣ กรุณาทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 3 วัน เพื่อป้องกันการอักเสบและบรรเทาอาการเจ็บปวด หากมีประวัติแพ้ยาปฏิชีวนะหรือโรคประจำตัวอื่น ๆ กรุณาแจ้งแพทย์ล่วงหน้า
▣ เพื่อช่วยลดอาการบวม แนะนำให้นอนในท่าที่ศีรษะตั้งตรงเป็นเวลา 3 วันหลังทำ
▣ ควรงดพฤติกรรมต่อไปนี้เป็นเวลา 7 วัน การดื่มแอลกอฮอล์ เข้าซาวน่า อบไอน้ำ อาบน้ำร้อน และออกกำลังกายหนัก
▣ อาการข้างเคียงที่อาจพบได้ทันทีหลังทำ ได้แก่ คลื่นไส้ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ รอยช้ำ อาการบวม ปวด เจ็บตึง หรือรู้สึกว่าคิ้วถูกดึงขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์
▣ อาจมีอาการชาบริเวณที่ทำ ซึ่งเป็นภาวะชั่วคราวและจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามเวลา
▣ ผลลัพธ์ของการรักษาจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นภายใน 1 เดือนหลังทำ
▣ หากยังมีอาการเวียนศีรษะอย่างรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติ เช่น ผิวเปลี่ยนสี คัน หรือรู้สึกร้อนบริเวณผิว กรุณาติดต่อโรงพยาบาลทันทีเพื่อรับการประเมินจากแพทย์
▣ ในกรณีที่เส้นไหมโผล่ออกมาจากผิวหนัง (พบได้ไม่บ่อย) กรุณาอย่าใช้มือสัมผัสหรือดึงออกเอง และรีบมารับการดูแลที่โรงพยาบาล
▣ ควรหลีกเลี่ยงการถูแรงหรือกระตุ้นบริเวณที่ทำ เป็นระยะเวลา 1–2 เดือนหลังทำ

▣ หลังทำ อาจมีรอยฟกช้ำและอาการบวมบริเวณใต้ตา อาการเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและมักจะค่อย ๆ หายไปภายใน 1–2 สัปดาห์
▣ ควรหลีกเลี่ยงการกดหรือสัมผัสบริเวณที่ทำเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะการขยี้ตาหรือกดแรง ๆ บริเวณรอบดวงตา
▣ ควรนอนโดยยกศีรษะให้สูง และหลีกเลี่ยงการก้มศีรษะต่ำ เพื่อลดอาการบวมและช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
▣ ควรงดการเข้าซาวน่า อบไอน้ำ อาบน้ำร้อน การนวด หรือกดจุดต่าง ๆ เป็นเวลา 1–2 สัปดาห์ เนื่องจากความร้อนและแรงกดอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของผิวและเนื้อเยื่อใต้ตา
▣ กรุณาทาครีมบำรุงความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ผิวบริเวณที่ทำคงความชุ่มชื้นและฟื้นตัวได้ดี
▣ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังทำ เนื่องจากอาจทำให้แผลหายช้าลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบ
▣ สามารถล้างหน้าและแต่งหน้าได้หลังทำประมาณ 3 ชั่วโมง แนะนำให้แต่งหน้าแบบเบามือ และหลีกเลี่ยงการกดหรือถูบริเวณที่ทำ
▣ แผ่นแปะแผล (DuoDERM) ควรแกะออกในวันถัดไปหลังทำ เพื่อให้ผิวได้สัมผัสอากาศและฟื้นตัวตามธรรมชาติ

▣ กรุณาหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากหรือมีความร้อนสูงเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ การเข้าซาวน่า อบไอน้ำ หรือออกกำลังกายหนัก ซึ่งอาจกระทบต่อกระบวนการฟื้นฟูของผิว

▣ หลีกเลี่ยงการนวดหน้า กดจุด หรือการกดทับบริเวณที่ทำการรักษาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ การสัมผัสหรือกดแรงอาจส่งผลต่อผลลัพธ์ของการรักษา

▣ กรุณาทาครีมบำรุงและครีมกันแดดเป็นประจำ เพื่อช่วยฟื้นฟูผิวและปกป้องผิวจากรังสี UV ซึ่งอาจทำให้ผิวอ่อนแอลงหลังการรักษา

▣ หากใช้มาสก์ชีท ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เก็บในอุณหภูมิห้อง ไม่ควรใช้มาสก์ที่แช่เย็นหรืออุ่น เนื่องจากผิวอาจยังไวต่ออุณหภูมิหลังทำเลเซอร์

▣ อาจมีรอยแดงหรือผิวดูไม่สม่ำเสมอหลังการรักษา ซึ่งเป็นอาการปกติและมักจะดีขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมง

▣ หลังการรักษา ผิวอาจรู้สึกแห้งหรือมีอาการบวมเล็กน้อยเป็นเวลาหลายวัน เป็นผลข้างเคียงชั่วคราวจากพลังงานความร้อนของเครื่องเลเซอร์

▣ หากมีอาการผิดปกติ เช่น คันมาก บวมผิดปกติ หรือผื่นขึ้น ควรรีบกลับมาพบแพทย์ เพื่อประเมินและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

▣ สามารถล้างหน้า อาบน้ำ หรือแต่งหน้าได้ตั้งแต่วันแรกหลังการรักษา โดยไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

▣ แนะนำให้ใช้ น้ำอุณหภูมิอุ่น หรือ น้ำอุณหภูมิห้อง ขณะล้างหน้า เพื่อไม่ให้ผิวระคายเคือง

--